สรุปสั้น
- ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดของฟิลเลอร์คือเจลเข้าไปอุดหลอดเลือดแดง พบน้อย แต่ส่วนใหญ่เกิดบริเวณกลางใบหน้า
- ข้อมูลกว่า 1.7 ล้านหลอดพบว่าแคนนูลามีโอกาสอุดหลอดเลือดต่ำกว่าเข็ม แต่ไม่ได้เป็นศูนย์
- การดูดทดสอบก่อนฉีด (aspiration) ช่วยได้ไม่มาก ผลลบไม่ได้แปลว่าปลอดภัย
- อัลตราซาวด์ Doppler ช่วยเห็นหลอดเลือดก่อนฉีด แต่หลักฐานว่าลดภาวะแทรกซ้อนได้จริงยังรอการศึกษาเปรียบเทียบ
- สิ่งที่ชี้ขาดคือแพทย์รู้กายวิภาคแต่ละชั้น และคลินิกพร้อมรับมือทันทีถ้าเกิดเหตุ
ความเสี่ยงหลักอยู่ที่หลอดเลือด และอยู่กลางใบหน้า
งานวิเคราะห์ผู้ป่วยที่เกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันจากฟิลเลอร์ 120 ราย ตีพิมพ์ใน Aesthetic Surgery Journal Open Forum ปี 2025 พบว่า 90% เกิดในบริเวณกลางใบหน้า และ 68% อยู่ในแนวของหลอดเลือดแดง facial artery ที่วิ่งผ่านร่องแก้ม ข้างจมูก และริมฝีปาก1
ในกลุ่มนี้ 59% ลุกลามจนเนื้อเยื่อขาดเลือด และบริเวณกลางใบหน้ามีอัตราเนื้อเยื่อตายสูงกว่าด้านข้างอย่างมีนัยสำคัญ (63% เทียบกับ 33%)1 ตัวเลขนี้มาจากผู้ที่เกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว จึงไม่ได้บอกว่าการฉีดทั่วไปเสี่ยงเท่านี้ แต่บอกว่าตำแหน่งไหนต้องระวังเป็นพิเศษ
หลอดเลือดแดงบนใบหน้าไม่ได้อยู่ระดับความลึกเดียวตลอดเส้น หลายเส้นวิ่งลึกแล้วค่อยขึ้นมาใกล้ผิวในบางตำแหน่ง แพทย์จึงต้องรู้ว่าแต่ละจุดควรฉีดชั้นไหน ดูภาพประกอบ 5 ชั้นได้ที่หน้าแรก
เข็มหรือแคนนูลา
การศึกษาย้อนหลังใน JAMA Dermatology รวบรวมข้อมูลจากแพทย์ผิวหนัง 370 คน ครอบคลุมฟิลเลอร์ราว 1.7 ล้านหลอดตลอด 10 ปี พบการอุดหลอดเลือดจากเข็ม 1 ครั้งต่อ 6,410 หลอด และจากแคนนูลา 1 ครั้งต่อ 40,882 หลอด หรือโอกาสต่ำกว่าราว 77%2
| เครื่องมือ | อัตราการอุดหลอดเลือด | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| เข็ม | 1 ต่อ 6,410 หลอด | จุดที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น วางบนเยื่อหุ้มกระดูก หรือรายละเอียดเล็ก ๆ |
| แคนนูลา (ปลายมน) | 1 ต่อ 40,882 หลอด | บริเวณกว้างในชั้นไขมัน ลดจำนวนจุดแทง |
ทั้งสองแบบยังมีความเสี่ยง แคนนูลาขนาดเล็กก็แทงเข้าหลอดเลือดได้ งานวิจัยจึงไม่ได้บอกว่าต้องใช้แบบไหนเสมอ แต่บอกว่าควรเลือกเครื่องมือตามตำแหน่งและชั้นที่จะวางเจล
การดูดทดสอบก่อนฉีด ช่วยได้แค่ไหน
การดูดทดสอบคือการดึงก้านกระบอกฉีดถอยเล็กน้อยก่อนฉีด เพื่อดูว่ามีเลือดย้อนเข้ามาหรือไม่ การศึกษาหลายศูนย์ใน Aesthetic Surgery Journal ปี 2025 ทำการดูดทดสอบ 5,106 ครั้งในผู้ป่วย 1,007 ราย จาก 14 คลินิกใน 9 ประเทศ พบผลบวกเพียง 0.69% และแต่ละคลินิกได้ผลต่างกันมาก ตั้งแต่ 0% ถึง 6.72%3
แนวทางของกลุ่ม CMAC ระบุว่าความน่าเชื่อถือของการดูดทดสอบอยู่ราว 33–63% และ “ผลลบไม่ได้หมายความว่าการฉีดจะปลอดภัย”4 การดูดทดสอบจึงเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง ไม่ใช่เกราะป้องกัน ความปลอดภัยจริงมาจากการเลือกชั้นที่ถูก ฉีดช้า ใช้แรงดันต่ำ และปริมาณน้อยต่อจุด
อัลตราซาวด์ Doppler ก่อนฉีด
บทความทบทวนใน Aesthetic Plastic Surgery ปี 2026 แนะนำให้สแกนอัลตราซาวด์ความละเอียดสูงก่อนฉีดในบริเวณเสี่ยงสูง 4 จุด ได้แก่ หน้าผากและระหว่างคิ้ว จมูก ร่องข้างปีกจมูก และรอบปาก เพื่อดูตำแหน่งหลอดเลือดและจุดที่หลอดเลือดเปลี่ยนระดับความลึก5
อุปกรณ์รุ่นใหม่ติดหัวตรวจไว้ที่นิ้วของแพทย์ ทำให้ดูภาพไปพร้อมกับฉีดได้ การศึกษาใน Journal of Cosmetic Dermatology ปี 2026 ใช้วิธีนี้ฉีดร่องแก้มในผู้ป่วย 33 ราย ไม่พบภาวะหลอดเลือดอุดตัน แต่ผู้วิจัยระบุชัดว่าการศึกษานี้ยัง “ไม่ได้พิสูจน์ว่าปลอดภัยกว่า” และต้องมีการศึกษาเปรียบเทียบต่อ6
สรุปตามหลักฐาน: อัลตราซาวด์เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงและคนที่เคยผ่าตัดหรือฉีดมาก่อน แต่ยังไม่มีงานวิจัยแบบสุ่มเปรียบเทียบที่ยืนยันว่าลดภาวะแทรกซ้อนได้
ถ้าเกิดภาวะแทรกซ้อน ต้องเร็ว
แนวทางของกลุ่ม CMAC แนะนำให้หยุดฉีดทันทีเมื่อสงสัย ประเมินการไหลเวียนของเลือดที่ผิว และใช้เอนไซม์สลายฟิลเลอร์ (hyaluronidase) ขนาดสูงแบบให้ซ้ำเป็นระยะ พร้อมประเมินซ้ำทุกชั่วโมง เพราะพบว่าเจลยังค้างในหลอดเลือดได้หลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมง4
ความเร็วสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อกระทบการมองเห็น ข้อมูลจากสัตว์ทดลองชี้ว่าจอประสาทตาทนการขาดเลือดได้ราว 97 นาทีก่อนเสียหายถาวร4 คลินิกจึงต้องมียา อุปกรณ์ และขั้นตอนพร้อมใช้ตั้งแต่ก่อนเริ่มฉีด ไม่ใช่ไปหาเมื่อเกิดเหตุแล้ว
คำถามที่ควรถามแพทย์ก่อนฉีด
- ใครเป็นคนฉีด และฉีดตำแหน่งนี้มาบ่อยแค่ไหน
- จะวางเจลชั้นไหน ใช้เข็มหรือแคนนูลา และเพราะอะไร
- ผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียนกับ อย. หรือไม่ ขอดูกล่องและเลขล็อตได้ไหม
- คลินิกมีเอนไซม์สลายฟิลเลอร์และแผนรับมือภาวะแทรกซ้อนพร้อมหรือไม่
- ถ้ามีอาการผิดปกติหลังกลับบ้าน ติดต่อใครได้ตลอดเวลา
อ่านต่อ: เติมให้ถูกชั้น กายวิภาคใบหน้า 5 ชั้นกับการฉีดแบบ Layered
เอกสารอ้างอิง
- Khoshnaw N, Schelke L, Murray G, Velthuis P. Localization and Staging of Vascular Adverse Events After Facial Fillers: A Detailed Assessment. Aesthetic Surgery Journal Open Forum. 2025. doi:10.1093/asjof/ojaf064
- Alam M, Kakar R, Dover JS, et al. Rates of Vascular Occlusion Associated With Using Needles vs Cannulas for Filler Injection. JAMA Dermatology. 2021. jamanetwork.com
- Nikolis A, et al. Rates of Positive Aspiration Prior to Facial Hyaluronic Acid Filler Injections: Outcomes of a Multicenter, Cross-sectional Study. Aesthetic Surgery Journal. 2025;45(12):1285. academic.oup.com
- Murray G, Convery C, Walker L, Davies E. Guideline for the Management of Hyaluronic Acid Filler-induced Vascular Occlusion. Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology. 2021;14(5):E61–E69. jcadonline.com
- Gonzalez C, Garzon H, Bravo C, Kroumpouzos G. Ultrasound Imaging of High-Risk Facial Areas for Injectables: A Practical Guide for Common Scenarios. Aesthetic Plastic Surgery. 2026;50(14):5881–5891. link.springer.com
- Lee W, Ascher B, Yi KH, Kim JS, Melin A, Kim SH. Study on Safe Filler Injection Techniques Using Cutting-Edge Ultrasound Technology. Journal of Cosmetic Dermatology. 2026. doi:10.1111/jocd.71046
บทความนี้มีไว้เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจรับการรักษาทุกครั้ง